วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

เพลียรายเดือนนน

มาอีกแล้ว คราวนี้เกิดกับนิตยสารรถยนต์รายเดิม คราวนี้เกิดกับคอลัมม์ Test drive Mazda CX-5 ดูเผินๆอ่านเพลินๆ ก็ดูเข้าที รูปสวยครับ ข้อมูลแต่ก็ไม่ได้มีอะไรผิด แต่มันมีอยู่ประโยคหนึ่ง ที่เขาเขียนว่า "ภายในของCX-5มีความใกล้เคียงกับMazda3โดยเฉพาะคอนโซลหน้า ใกล้เคียงกับเกือบทุกอย่าง ทั้งมาตรวัด ระบบปรับอากาศ พวงมาลัย3ก้าน"
อาจจะเป็นผมคนเดียวที่ไม่เห็นด้วย ผมว่ามันไม่ได้เหมือนหรือคล้ายMazda3แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเอามาเทียบกับรุ่นก่อนหน้าทุกรุ่น จะพบว่า
เอาหล่ะ ที่บอกว่าพวงมาลัย3ก้าน โอเคครับ เหมือนอยู่ๆ เหมือนกับMazda3 โฉมที่กำลังจะเปิดตัว ระบบปรับอากาศ มันไม่เหมือนโฉมใหม่นะ แต่ก็เหมือนโฉมปัจจุบันที่กำลังจะลาโรงไป โอเคผ่าน ทีนี้มาดูมาตรวัด(เหมือนกำลังไล่ย้อนหลังเลย 555)   ไปนู่น เหมือนโฉมแรกเลยนะนั่น 
เอ้อ ครับๆ เขาก็ไม่ผิดนะ เหมือนจริงๆ
ทีนี้ มาถึงภาพรวม มองกว้างๆ ไม่ได้เหมือนMazda3รุ่นไหนเลย ไม่ได้คล้ายด้วย แต่ผมอยากยกตัวอย่างอะไรให้ดู นึดนึง
ครับ ชัดเจนนะครับ วิศวกรสถาปนิกของMazdaเค้าใช้พื้นฐานการออกแบบมาจากMazda6ครับ มันก็ต้องคล้ายMazda6ซิครับ คล้ายจนเกือบจะเหมือนเลยแหละ จะมีต่างกันในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย

ผู้เขียนท่านนี้คงมีจินตนาการสูง


เวลาผมอ่าน ผมก็พยายามไม่Bias ผมอ่านเนื้อหาก่อนนะครับ ไม่อ่านชื่อบรรณาธิการที่เขียน แต่พออ่านแล้วเจออะไรแปลกๆเพลียๆ ก้มลงมาอ่านชื่อ ก็คนเดิมๆครับ ซ้ำซาก

ผมก็ยังคงซื้อต่อไป เพราะบรรณาธิการคนอื่นๆ เค้าก็เขียนโอเค ยังไม่มีปัญหาอะไร
แต่ผมว่าถ้าปลามันเน่าตัวเดียว เอาออกไปจากเข่งก็ได้นะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เพลียยยย (อีกแล้ว)

ล่าสุด นิตยสารรถยนต์รายเดิม เล่มบางๆ ได้เขียนรีวิวเกี่ยวกับ Ford fiesta EcoBoost 1.0 เนื้อหาทุกอย่างก็โอเคครับ รูปสวย แต่ก็ยังไว้ลาย ขอโชว์มั่วซักนิดให้พอได้จับผิดกันสนุกสนาน (เอ๊ะ หรือเค้าให้เล่นเกมจับผิดชิงรางวัล)

เกริ่นคร่าวๆก่อนว่า EcoBoost1.0 นั้นเป็นเครื่องยนต์ เพียงแค่3สูบ รมด้วยตัวอัดอากาศ เอาหล่ะข้อมูลอื่นๆ สามารถหาได้เยอะแยะ ตามInternetทั่วไป
อย่างที่รู้ครับรถ3สูบ ก็น่าจะต้องมีท่อไอดี3ท่อ ก่อนจะเข้าเครื่อง แต่!!!!!! ดังภาพ


ผมว่า ผมตาไม่ฝาดนะ หรือผมนับเลขผิด หรืออะไรไม่รู้หล่ะ มันมีท่อไอดี 4ท่อออออ บร๊ะ
งงครับ เลยไปหารูปในอากู๋ พบว่า......



ไอ้เจ้าเครื่อง EcoBoost มันจะมีพวกตัวอัดอากาศ ท่อร่วม นู่นนี่นั่น เลอะเทอะไปหมด ไม่ได้ใกล้เคียงกับรูปในหนังสือตรงไหนซักนิด แล้วพอมานั่งนึกๆดูขณะเบ่งขรี้ ก็รำลึกชาติได้ว่ามันคล้ายๆกับเครื่อง 1.5-1.6 ในเฟียสต้าตัวก่อน ก้เลยหารูปมาดู ได้ดังนี้.....
ก็นะ ตามนั้น ผมว่า จะเขียนอะไรอ่ะ เช็คดีๆ คุณขายข้อมูล ขายหนังสือ ทำแบบนี้  ลูกค้าฉลาดๆเค้าจะไม่ซื้อเอา (แต่ผมก็ยังซื้อต่อไป เห็นมั้ยล่ะ หลังจากเพลียภาค1 ผมก็ยังซื้อมาอ่านอีกอยู่ดี ไม่เปลี่ยนใจ) 
ถ้าผิดพลาด ก็แก้ไข ซะนะ 

หรือผมเข้าใจอะไรผิด ก็ขออภัยละกันนะ




ปล. ไอ้ที่ผิดๆอ่ะ ผมว่ามักจะมาจากบรรณาธิการคนเดิมๆ คนเดียว 

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

????? แค่เพลีย

เมื่อๆเร็วๆนี้ได้อ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง ลงข้อมูลเกี่ยวกับBMW 640i บทความเค้าเขียนดีครับ รูปสวย ยกเว้น ข้อมูลพื้นฐานของรถ ซึ่งถ้าเป็นแฟนของBMW ก็น่าจะรู้ว่ารหัส i ที่ต่อท้าย จะเป็นเครื่งยนต์เบนซิน ส่วนรหัส d จะเป็นเครื่องดีเซล

แต่นิตยสารเล่มนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าเค้างงอะไรครับ ท้ายรถในรูปก็แปะ 640i รูปที่ลงก็เป็นเครื่องเบนซิน (N55) พอเขียนข้อมูลทั้งในกรอบแนบและในตัวบทความ ไม่รู้อะไรดลใจ กลับเขียนว่าเป็นเครื่องดีเซล 
มันอาจจะดูว่าเป็นความผิดพลาดเล็กน้อย แต่ผมว่านี่คือพื้นฐานที่สุดเลยนะในการทดสอบรถ ทำใหเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ผู้เขียนได้เป็นผู้ที่ทดสอบรถจริงมั้ย ดีเซลกับเบนซินมันต่างกันมากอยู่นะ ทั้งความรู้สึก ทั้งเสียงเครื่องยนต์ 

เอาล่ะ ถ้าไม่ได้เป็นผู้ทดสอบรถเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ควรจะต้องหาข้อมูลที่ถูกต้องก่อน โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องที่ผู้เขียนไม่ถนัด ยี่ห้อที่ไม่คุ้นเคย ผมว่าก็ควรจะถามผู้รู้นะ หรือไม่ก็แค่เปิดโลกออนไลน์ขึ้นเช็คซักนิดนึงก่อนเถอะนะ

ผมจะไม่ใส่ใจเลยถ้าเป็นบทความที่เปิดให้อ่านกันฟรีๆในโลกออนไลน์ ซึ่งผู้อ่านต้องประเมินด้วยตนเองว่าจะเชื่อข้อมูลได้แค่ไหน แต่ในกรณีนี้เขาขายข้อมูล เขาขายหนังสือ ไม่ได้แจกฟรี แล้วมันก็ไม่ได้เป็นครั้งนี้ครั้งแรกนะ พบบ่อยผิดนู่นนี่นั่น ซึ่งก็เป็นข้อมูลพื้นฐานของรถทั้งนั้น ที่เพลียที่สุดคือไม่เคยแก้ไขข้อมูล ผมว่าเขาแก้ไขได้นะ หนังสือคุณออกทุกครึ่งเดือน คุณก็แค่เขียนขอโทษแล้วก็ลงข้อมูลที่ถูกในเล่มต่อไป ก็เท่านั้น ผิดพลาดก็ควรจะขอโทษแล้วแก้ไข ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอาย แต่ก็นะ เขาอาจจะไม่รู้จริงๆก็ได้ว่าผิด?

ติดตามนิตยสารนี้มาหกเจ็ดปี ซื้อทุกเล่ม ก็ยังจะคงซื้อต่อไป แม้ว่าหลังๆมานี้จะเลอะเทอะไปบ้างก็ตาม


เอารูปมาลงให้ดูระหว่างเบนซิน640i กับ ดีเซล640d
แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้คล้ายกันตรงไหนเลย ไม่น่าที่จะแยกไม่ออก 


















รูปบนเบนซิน รูปล่างดีเซล จัดรูปใหญ่ๆทิ่มตาขนาดนี้แล้ว ก็จำไว้นะจ๊ะ



ขอขอบคุณรูปภาพจาก caricos.com

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

The new VIOS !!!

คำเตือน นี่ไม่ใช่รีวิว แต่เป็นบทความภาคบ่นบรรยาย !!!        
       หลังจากมอเตอร์โชว์2013 ได้จบลงไปแล้ว รถยนต์คันหนึ่งที่ได้รับกระแสตอบรับ และเป็นทอล์คออฟเดอทาวน์นั่นก็คือ new Vios 2013 (จริงๆมันก็เป็นกระแสมาตั้งแต่จองรถคันแรกเมื่อปลายปีก่อนแล้วหล่ะ อิอิ)  จากการออกแบบที่ฉีกความเป็นโตโยต้าไปตลอดกาล(เว่อร์ว่ะ) โดยส่วนตัวผมถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ดูจะดีขึ้น ลบภาพรถติ๋มๆของgen2ไปได้หมด เส้นสายที่คมมากขึ้น ไฟหน้าที่ดุดัน ค่อนข้างจะดูหล่อเหลาลงตัวไม่น้อยเชียว

 มาว่ากันด้วยเรื่องภายใน อันนี้มีสิ่งที่ชอบมากคือ ย้ายเรือนไมล์ทั้งหมดมาในที่ที่ควรของมัน ไม่ใช่เสร่ออยู่บนแผงกลางแบบเดิม(กราบขออภัยที่ใช้คำแรงไปนิด) ในgen3นี้ โตโยต้าได้ให้ความใส่ใจกับรายละเอียดภายในมากพอสมควร การจัดวางอุปกรณ์ใช้ง่าย(อันนี้แล้วแต่คนถนัด) แต่ที่แปลกใจคือ วิทยุทำไมดั้นไปอยู่บนช่องแอร์แบบนั้น แต่ถ้าคิดอีกที(แบบเข้าข้าง)จะพบว่า การที่อยู่ในตำแหน่งนั้นทำให้เวลาขับรถแล้วจะปรับเปลี่ยนเพลงก็ไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนนมากนัก และอีกอย่างนึงคือมาแอบคิดว่าอาจจะมีก็อกสองออกมาเป็นรุ่นNavi ติดไว้แทนวิทยุ แหม่ คิดเองเออเอง แจ่ม!! แต่ผมว่ามันก้เป็นตำแหน่งที่ดีนะ ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือไม่ต้องละสายตาจากถนนนัก อย่างบางยี่ห้อ เอาไว้ซะล่างเลย เวลาใช้จริงก็ต้องก้มมอง พอเงยหน้าขึ้นมาก็ โครม ไปจูบตูดชาวบ้านเค้าเรียบร้อย
 ทีนี้มาดูว่าเมื่อเจอกับคู่แข่งแล้วใครเป็นใคร คู่แข่งตรงๆตลอดกาลก็คงไม่พ้นHonda City เมื่อก่อนนั้นหน้าตาของviosกับcityจะออกไปคนละแนว คือติ๋มๆกับเท่ห์ๆ แต่บัดนี้ผมถือว่ามาแย่งตลาดเดียวกัน ปะทะกันตรงๆ ออกแนวดุ เท่ห์ ทั้งคู่ โดยรวมแล้วcityยังคงเสียเปรียบเพราะมาก่อนนานกว่ามาก หน้าตาเป็นที่คุ้นเคย หลายคนจะมองว่ามันดูเชยไปแล้ว จริงๆผมว่าไม่หรอกครับ แค่เราชินมากกว่า ในส่วนของหน้าตาผมว่าทำได้ดีพอๆกันแล้ว (ยังไม่พูดถึงเครื่องนะ อันนั้นมีเฮ เด๋วค่อยว่ากัน) อุปกรณ์ภายในของcityผมถือว่าใช้งานง่าย ออกแบบได้ดี(เมื่อเทียบกับviosตัวเก่า) แต่การมาของvios gen3นี้ ทำให้cityหายใจไม่ทั้วท้องเลยทีเดียว แต่แว่วๆมาว่าปลายปีนี้hondaจะมีไม้เด็ดอีกครั้ง แต่จะเป็นอะไรนั้นผมไม่ทราบจริงๆ เดาว่าอาจจะเป็นminorchangeละมั้ง คงต้องรอดูกันต่อไป
 นอกจากHonda Cityแล้ว คู่แข่งในตลาดยังมีเฟียสต้า นังสอง แล้วก็โซนิค โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าเฟียสต้ารุ่น4ประตูนั้น หน้าตาก็ดูดี แต่บั้นท้ายดูแปลกๆ ไม่ค่อยลงตัวนัก (รุ่นห้าประตูสวยกว่านะผมว่า) แต่เอาเหอะ ยังไงๆปลายปีนี้มันก็คงได้ไมเนอร์เชนจ์แล้วหล่ะ เพราะเอาหน้าตามาให้ดูกันแล้วตอนมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา
ส่วนนังสอง(หมั่นไส้มีแต่คนเรียกน้องสอง) ผมว่าออกแบบมาได้ค่อนข้างลงตัวนะ กำลังพอดีไม่ล้น ไม่เละ แต่ด้วยเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างโบราณ แต่อาศัยว่าอัดออพชั่นดีก็ยังอยู่ในตลาดได้ต่อไป ส่วนเรื่องที่ขึ้นชื่อที่สุดนั้นคงจะเป็นช่วงล่างที่ให้ความมั่นใจสุด แต่ผมว่า รถในระดับนี้ไม่ควรจะขับเกิน120-130หรอกครับ มันเป็นB-seg ไม่ได้ออกแบบมาให้ไว้ใช้ซิ่ง ยังไงมันก็อันตรายครับ
สุดท้ายน้องใหม่(ไม่ใช่แล้วสิ) โซนิคบูม 555+ รูปร่างหน้าตา ใช้ได้ ดีกว่าอาวีโอ้เยอะแหละวะ กระจังหน้าผมว่ามันเหมือนลูกฉลามอ้าปาก โซนิคจะได้เด่นตรงเกียร์ แต่มาด้อยกว่าเขาตรงเครื่องยนต์นี่แหละ เศร้าจังT^T
ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญ แม้ว่าnew viosจะมีการออกแบบที่ใหม่หมดจด แต่ไส้ในยังคงเดิม คือ1NZ-FE ใช้มากว่า10ปี(แล้วนะ) ถึงจะมีการปรับปรุงมาบ้าง แต่ก็ถือว่าเล็กน้อย หลายคนอาจจะบอกว่ามันโบราณบ้างอย่างงู้นอย่างงี้ แต่สิ่งที่เราเถียงไม่ได้เลย คือมันยังคงตอบโจทย์การใช้งานได้ยอดเยี่ยมนะ แล้วก็ข้อดีคือ อะไหล่ใช้ร่วมกันได้หมด หาง่ายมาก มีทุกถนน เยอะพอๆกับเซเว่นเบย(เว่อร์) แต่ก็แอบหวังว่าถ้าได้ประกบมากับเกียร์ซักแค่5สปีดก็น่าจะดึงเกมยอดขายได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องถึง6สปีดอะไรให้มันโอเวอร์อย่างบางค่าย มันอาจแทบไม่จำเป็น ในส่วนของตารางนี้ เราจะเห็นว่าแชมป์แรงม้าก็คงไม่พ้นCity ส่วนเจ้าโซนิคมาแบบรังท้ายตารางเพราะความจุน้อยกว่าเค้านั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันแทบไม่แตกต่างกัน ยิ่งถ้าใช้งานในเมืองไม่ค่อยออกไฮเวย์ ยิ่งไม่ต่าง ดังนั้นตัวเลขมากกว่าน้อยกว่าไม่น่าจะเป็นประเด็นในการเลือกซื้อ และด้านล่างของตารางก็แถมขนาดมิติตัวรถมาให้ดูกันเล่นๆ ไม่แน่ใจว่าผิดถูกแค่ไหน พยายามเอามาจากเวปofficialของแต่ละค่าย โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ต่างกัน(อีกแล้ว) ผมว่าควรจะลองไปนั่งดูว่าคันไหนมันเหมาะกับสรีระของเรามากที่สุด

สุดท้ายแล้วยอดขายของnew viosจะเป็นอย่างไรคงต้องรอดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆปีนี้ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กคงจะซบเซา จากกระแสรถคันแรกเมื่อปีที่ผ่านมา สุดท้ายก็อยากฝากไว้ว่าเมื่อเรามีรถคันแรกแล้ว ก็จงใช้ชีวิตบนความระมัดระวัง ขับรถให้มีมารยาทซักนิด ไม่ใช่สักแต่ว่าขับนะจ๊ะ อย่าให้รถคันแรก เป็นรถคันสุดท้าย(ของชีวิต)

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ลองคิดดูเล่นๆนะ

(*ตารางนี้เป็นการเปรียบคร่าวๆ โดยพยายามควบคุมfactorต่างๆให้เหมือนๆกันเท่านั้นเอง ซึ่งในการใช้งานชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นไปตามนี้หรอนะ)

ที่นำมาเทียบกันอยากให้ลองเปลี่ยนความคิดว่า รถเก่ามือสอง ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เมื่อคิดถึงความคุ้มค่า คุ้มราคาแล้ว อาจจะคุ้มมากกว่าซื้อรถใหม่เสียด้วยซ้ำไป ในจุดสุดท้ายแล้วรถยุโรปอายุ20ปี ก็ยังฟิตและเฟิร์มกว่ารถญี่ปุ่นขับหน้าอายุ10ปีอยู่ดี รถใหม่อาจจะได้ตรงที่ช่วง3-4ปีแรก สบายใจหายห่วง(ก็ไม่เสมอไป) แต่พอหลังจากนั้นค่าบำรุงรักษาก็มาขึ้นไปเรื่อยๆ

สำหรับกรณีนี้ อยากให้คนที่จะตั้งตัวตั้งชีวิตตั้งครอบครัวใหม่ๆ ลองหยุดแล้วคิดดู ด้วยเงินส่วนต่างถึง2แสน คุณจะเติมน้ำมันได้อีกหลายปีโขเลยทีเดียว เงินที่จะซื้อรถใหม่ก็ต้องผ่อนไปเป็นภาระอีกค่อนข้างนานเลยทีเดียว แต่ถ้าเงินนั้นมาเป็นรถมือสองยุโรปซักคัน คุณจะได้คุณภาพรถที่ดีกว่า ภาษีสังคมที่สูงกว่า แม้ว่าค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่า แต่เชื่อเถอะBMWไม่ได้ซ่อมอานอย่างที่ใครๆเขาบ่นกันหรอก (ยิ่งถ้าเป็นเบนซ์นะ รายนั้นขึ้นชื่อเรื่องความ ถึก!!) ส่วนใหญ่ที่ซ่อมกันหนักๆ ก็คือ พวกที่ไม่ใส่ใจรถ ไม่เคยรู้สึกเลยว่ารถเริ่มผิดปกติไป สักแต่ว่าขับเป็น พอพัง ก็สาหัสสิครับ ซึ่งแบบนี้ ไม่ว่าจะรถคันไหนๆก็เป็นทั้งนั้นแหละครับ

สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ถ้าคุณเป็นคนขับรถทางไกล ขับเร็ว ผมแนะนำBMW เถอะครับ(หรือเป็นรถยุโรปอื่นๆ) จะได้ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน เพราะแม้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้เปลืองน้ำมันมากขึ้น อีกทั้งช่วงล่างไว้ใจได้ ดีมากๆ เมื่อเทียบกับรถญี่ปุ่นใหม่ๆที่แทบจะลอยเหินฟ้า
แต่ถ้าคุณ สักแต่ว่าขับ ไม่รู้เรื่องรถใดๆเลย(ซักนิดเดียว) ก็Altisเถอะครับ อย่างน้อยๆก็วางใจไปได้3-4ปี
หรือถ้าขับแค่ในเมืองเป็นประจำ ผมแนะนำให้ลงไปเล่นEcoCar ไม่ก็CityCar เพราะชิวิตคุณไม่ได้จำเป็นต้องใช้รถคันใหญ่ๆเลย จะใช้ไปเพื่อ? ในเมืองนะครับ รถก็ติด ถนนก็แคบ ที่จอดก็หายาก

สุดท้ายที่ก็ยืนยันว่า อยากแค่ให้ลองเปลี่ยนความคิดดู รถยุโรปมือสอง กับ ญี่ปุ่นมือหนึ่ง จะเลือกอะไร ก็อยู่ที่ใจคุณ....

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

30ปีแห่งการเดินทาง จากE30 สู่ F30

ตั้งแต่โลกได้รู้จัก New 3er E30 เมื่อราวๆปี1982 ซีรี่ย์3 ก็มีการพัฒนาเรื่อยมาจนสิ้นสุดยุคของE-code และเข้าสู่ยุคใหม่ของBMW ด้วย F-code และCode name ของซีรี่ย์3 ใหม่(2012) นี้คือ F30 ซึ่งมีการเปิดตัวไปเมื่อ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา และจะวางแผงพร้อมกันช่วงต้นปี2012 นับจากวันนั้นสู่วันนี้ ก็30ปีเข้าไปแล้ว

ก่อนที่จะมีการเปิดตัวนั้นก็ได้มีภาพ Spyshot ออกมา จนหลายสื่อพยายามนำมาทำเป็นภาพPhotoshop ซึ่งถือว่าใกล้เคียงพอสมควรเลยทีเดียว

การเปิดตัวF30ของBMWนั้น ก็เหมือนกับการเปิดตัวของiPhoneตัวใหม่ของApple คือทั่วโลกต่างรอคอยซีรี่ย์ที่มียอดขายสูงสุด นับได้ว่าเป็นรถมหาชนของBMWอย่างแท้จริง และที่บอกว่าเหมือนกับการเปิดตัวiPhoneนั้น เพราะว่าแทนที่เราจะได้เห็iPhone5 แต่เรากลับได้ iPhone4s มาแทน ก็เช่นกัน เราคิดว่าเราจะได้เห็น New 3er แต่สิ่งที่เราได้เห็นราวกับว่าเป็น Mini 5er ที่อามาแปะโลโก้ของ 3erเท่านั้นเอง

แต่ไม่ได้หมายความว่าผิดหวังกับF30 เพียงแค่อาจจะคาดหวังอะไรที่มันตื่นเต้นมากไป ซึ่งจริงๆแล้F30ก็มีความตื่นเต้นในตัวมันเองไม่น้อย เส้นสายที่คมชัดตั้งแต่หัวจรดท้าย ไฟหน้าที่ยาวจนชิดกับไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของค่าย ซึ่งลักษณะไฟหน้าแบบนี้เคยพบในConcept car i8มาแล้ว บั้นท้ายที่มองเผินๆแล้วเหมือนกับซีรีย์5เอามากๆ เป็นเพราะถูกบังคับด้วยไฟท้ายที่พยายามสร้างให้เป็นเอกลักษณ์ใหม่กับBMWยุคใหม่ทั้งหมด ซึ่งผมคิดเอาเองว่ามันคล้ายกับE34 5erในสมัยก่อน

(บนซ้าย 1er บนขวา 5er ล่างซ้าย X1 ล่างขวา 5er E34)

กล่าวย้อนกลับไปเมื่อ30ปีก่อน ปี1982 BMW E30 เปิดตัวในฐานะน้องเล็กสุดของค่าย เป็นซีรี่ย์3 เจเนอเรชันที่2 ต่อจากE21 โดยถ้าเข้าใจไม่ผิด ในช่วงแรกๆมีการเปิดตัวด้วยรุ่นเด่นๆ ดังเช่น เครื่องยนต์4สูบ อันประกอบด้วย 316 ใช้เครื่องยนต์M10 1.8L คาร์บูเรเตอร์ 90แรงม้า และ318i ใช้เครื่องM10เช่นเดียวกัน แต่เป็นระบบหัวฉีด จึงให้กำลังสูงถึง105แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์6สูบ จะเป็นM20 2.0L มีกำลัง125 แรงม้า ทั้งหมดไม่มีระบบอัดอากาศใดๆมาช่วย หายใจเองล้วนๆ

แต่มาในวันนี้F30 ซีรี่ย์3 เจเนอเรชันที่ 6นั้น ไม่ได้เป็นน้องเล็กสุดของค่ายอีกต่อไป ในช่วงแรกจะเปิดตัวมาด้วย 4รุ่นหลัก มีทั้งเบนซินและดีเซล ดังนี้ เครื่องยนต์เบนซิน 4สูบ ถูกขยายความจุเป็น2.0L พร้อมด้วยเทอร์โบช่วยอัดอากาศเข้าไอดี จึงให้กำลังสูงสุดถึง 245แรงม้า จึงได้ชื่อว่า 328i และเครื่องยนต์เบนซิน 6สูบ 3.0L พ่วงด้วยเทอร์โบเดี่ยว (แต่ชื่อTwinPowerTurbo) ให้กำลังถึง 306แรงม้า จึงได้ชื่อไปแบบโหดๆว่า 335i ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลอีก2รุ่นนั้น เป็นเครื่อง 4สูบ 2.0L พ่วงเทอร์โบต่างขนาดกัน ทำให้ได้แรงที่ต่างกัน คือ 163แรงม้า และ184แรงม้า

N20B20 245hp@5,00rpm 350Nm@1,250-4,800rpm

N55B30 306hp@5,800rpm 400Nm@1,200-5,000rpm

N47D20 มี2ระดับความแรง 163-184แรงม้า

จะเห็นว่าเครื่องยนต์ที่มีการเปิดตัวมา3ตัวนั้น พ่วงมาด้วยTurbocharger อันสังเกตได้จาก Intercooler ด้านหน้าของเครื่องยนต์


จะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมที่เห็นอย่างชัดเจนคือ มีการใช้ระบบอัดอากาศเข้ามาช่วย ซึ่งการมาของเครื่องยนต์4สูบพ่วงเทอร์โบ จะเป็นการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของเครื่องยนต์ 6สูบแถวเรียงหายใจธรรมดา เช่นนั้นหรือ? คำตอบคือใช่ แต่ยังไม่ใช่ในเร็ววันนี้ ถึงแม้ว่าเปิดตัวจะไม่มีเครื่อง6สูบNAเลย แต่ผมเชื่อว่า หลังจากนี้จะมีออกมาให้เลือกใช้กันเหมือนเดิม จะในชื่อ323 หรือ 325ก็ว่ากันไป

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วชอบความเป็นเครื่องหายใจธรรมดาแถวเรียง 6สูบ ของBMWมากกว่า รู้สึกว่ามันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลงใหลในBMW แต่เราคงไม่สามารถหยุดการพัฒนาได้ ในเมื่อเขาอ้างว่า เครื่อง4สูบ ผูกโบ แรงกว่า ประหยัดกว่า รักษ์โลกกว่า ก็ต้องยอมรับกันไป

เมื่อ30ปีก่อน 3er E30เป็นรถที่มีขนาดกะทัดรัด แต่พอมาทุกวันนี้ 3er F30 มีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นผิดหูผิดตา เทียบง่ายๆ F30นั้นมีขนาดใกล้เคียงกับ E34 5erในยุคนั้น ส่วนE30 มีขนาดใกล้ๆกับ 1erในปัจจุบันเท่านั้นเอง

สามสิบปีที่ผ่านไปความยาวของตัวรถมากขึ้นน่าจะเกือบ30ซม. (ในรูปของE30เป็นตัวM3) ความกว้างเพิ่มจาก1.6M เป็น 1.8M ถ้านำมาจอดเทียบกัน คงจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เหมือนเป็นคนละซีรี่ย์

InteriorของF30นั้น ดูจะลงตัวที่สุด เท่าที่BMWได้ทำมา เพราะมันไม่ได้ขาดๆเกินๆ อีกต่อไป และการที่BMW เลือกใช้ระบบiDrive ทำให้สามารถลดจำนวนปุ่มกดที่รกตาไปได้มาก แต่ก็ต้องใช้ความชำนาญในการใช้งานอย่างมากเช่นกัน

)

เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ออกแบบมาให้โอบกระชับคนนั่ง(แต่กระชับหรือไม่ต้องไปลองเอง) ส่วนเบาะคู่หลังแทบไม่แตกต่างจากรุ่นเดิมเท่าไรนัก

จากภาพจะเห็นได้ว่าในบางรุ่นจะมีการตกแต่งภายในตัดด้วยสีเดียวกับตัวรถภายนอก รวมทั้งตัวดอกกุญแจ

มาจนถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงเอาE30มาเปรียบเทียบ ทั้งๆที่ไม่ใช่ 3er เจนเนอเรชันแรก มันมีหลายเหตุผล ข้อแรกคือ มันเปิดขายตอนปี 1982 นับมาจนวันที่กำหนดOn sale F30นั้น จะได้30ปีพอดี(เนี่ยนะเหตุผล) เหตุผลต่อมา คือผมเชื่อว่า E30 เป็นที่รู้จักของคนไทยมากกว่าE21 ความแพร่หลายสูงมาก ยอดขายในตอนนั้นถล่มทลายถึงขั้นว่าแซงหน้ารถยนต์จากค่ายญี่ปุ่น เพราะในยุคนั้นเหมือนว่ามีการปลดล็อคภาษี การนำเข้ารถยนต์ ทำให้ธุรกิจรถยนต์ประกอบในประเทศฟุบไปมากทีเดียว ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นยุคเดียวกับที่มีการปิดปั๊มวันอาทิตย์แหละ(มั้ง)ครับ


ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เรามาย้อนอดีตของซีรี่ย์3 กันพอคร่าวๆดีกว่าครับ

E21 เปิดตำนานซีรี่ย์3 1975-1983

1

E30 ยอดนิยมตลอดกาล 1982-1992

E36 นกแก้วโบยบิน 1992-1998

E46 อารมณ์แห่งBMWที่แท้จริง 1998-2005

E90 ก้าวกระโดดสู่ยุคใหม่ 2005-2011

สุดท้ายแล้วF30จะสามารถก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้หรือไม่ ยังต้องรอดูกันต่อไป



http://www.facebook.com/sharer.php?u=http://puppy-e34.blogspot.com/2011/11/30-e30-f30.html&t=E30 t0 F30

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รถดับกลางอากาศ........

เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปเชียงใหม่ ขับๆอยู่รถก็
เกิดอาการเร่งไม่ขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เครื่องก็ดับไปเลย จึงค่อยๆไหล
เข้าข้างทาง ดับเครื่อง(ที่มันดับไปเองแล้ว) ถอดกุญแจ ลองสตาร์ทใหม่
ผลปรากฏว่าไฟเข้ามอเตอร์สตาร์ท แต่เครื่องไม่ติด พยายามติดอยู่สองครั้ง
จึงเดินไปเอาหูแนบหลังรถ ตรงที่อยู่ของปั๊ม .........เงียบบบ ไม่มีเสียงปั๊มเลย
งั้นก็ชัด ปั๊มที่อยู่กันมาเกือบ20ปี ก็กลับบ้านไปซะแล้วT__T

ที่นี้ทราบสาเหตุแล้ว แต่ปัญหายังมี คือ ผมจะไปหาปั๊มจากที่ไหนล่ะ
ตอนนั้นจอดนิ่งอยู่ข้างทางตรงข้ามที่ว่าการอำเภอห้างฉัตร ไม่มีตลาด
ไม่มีอู่ ไม่มีร้านอะไหล่(บีเอ็ม) ไม่รู้จะทำยังไงดี พ่อผมจึงโทรหาอู่ไทแทน
ราชบุรี(ที่เปลี่ยนเครื่องรถให้ผม) เค้าบอกว่ามีเพื่อนอยู่เชียงใหม่ เดี๋ยวจะติดต่อ
ให้มาดูให้หน่อย เห้อ.....รอดละตู

เบ็ดเสร็จได้ปั๊มใหม่ ราคาทำผมซีดพอสมควร 555 (ราคามาตรฐานของใหม่)
แต่ต้องขอบคุณที่เค้าอุตสาห์มาตั้งไกล(เกือบร้อยโล) แถมฝนยังตกอีก

ก็เลยอยากเตือนเพื่อนๆที่ไม่เคยเปลี่ยนปั๊ม ให้ระมัดระวังกันนิดส์นึง
ในกรณีผมมันเสียแบบไม่มีอาการล่วงหน้าใดๆเลย อยู่ๆก็ตายกลางอากาศไป
ถ้าจะเดินทางไปไหน ก็ควรหาเบอร์อู่ที่สามารถช่วยเหลือเราได้ ติดตัวไว้บ้าง
จะอุ่นใจขึ้นนะครับ^^


^ที่อยู่ของปั๊มเชื้อเพลิงE34 (ภาพจากhttp://www.bmwe34.net)

^หน้าตาของปั๊มที่ขึ้นมาจากถัง

^อันนี้ของใหม่

(มีคนถามว่า ทำไมเปลี่่ยนเครื่องมาแล้วเค้าไม่เปลี่ยนปั๊มให้ด้วย
ผมก็เลยตอบกลับไปว่า ตอนนั้นมันไม่เสีย ไม่มีอาการใดๆ
เค้าคงไม่รื้อมันมาเพิ่มงานให้ตัวเองหรอก จริงมั้ยล่ะ)

เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย เพราะฝนตก ค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

from M50 to M52 complete


Part 1 (ตัดสินใจ ทำไมถึงเปลี่ยนเครื่อง)

Part 2 (ระหว่างการเปลี่ยนเครื่อง)

Part 3 (ปัญหาที่พบ+ข้อแนะนำเบื้องต้น)

Part 4 (ทดสอบอัตราสิ้นเปลือง)

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

from M50 to M52 Part4 End!!!

ในที่สุดก็Part4 แล้ว จากที่เราได้กล่าวไปแล้วในPartแรกๆ ถึงความเป็นมา
ของการตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องยนต์ จนมาถึงช่วงขั้นตอนการเปลี่ยนเครื่องยนต์
และในPartนี้ คิดว่าคงเป็นส่วนที่น่าสนใจและสำคัญที่สุด คือการรายงานผลการ
ใช้งานในชีวิตประจำวัน
ไคลแม็กซ์ก็จะคงหนีไม่พ้นอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง(น้ำมัน) แต่ในกรณี
ของใครที่จะใช้เชื้้อเพลิงสองระบบ(น้ำมัน-แก๊ส) ประเด็นนี้ก็คงจะตกไป เพราะค่า
แก๊สนั้นถูกแสนถูก ชิวๆกันไป

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของผมจะใช้วิธีการเฉลี่ยผสม เริ่มจากขับรถ
นอกเมือง ด้วยความเร็วราวๆ110-120กม/ชั่วโมง อาจมีขึ้นไปถึง160++ บ้าง
แล้วก็ใช้งานในเมืองผ่าการจราจรไปกลับบ้าน-ที่ทำงานประมาณ5วัน ก็มีรถติด
พอสมควร แต่ไม่สาหัสนัก ใช้ระยะทางรวม733กิโลเมตร(นอกเมืองวิ่งเป็นระยะ
ทางประมาณ240กิโลเมตร)
ผลที่ออกมาได้ดังนี้
ผลที่ได้นั้นอยู่ในระดับที่ผมยอมรับได้ โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องหันไปพึ่งพาแก๊ส
ค่าเฉลี่ย10.779นี้นั้นเป็นการขับขี่แบบผสมผสาน ถ้าเราขับแค่เฉพาะนอกเมือง
อัตราสิ้นเปลืองก็จะสวยงามกว่านี้(ถ้าเท้าขวาไม่หนักนัก) ส่วนถ้าต้องขับรถฝ่า
การจราจรในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรทุกๆวันละก็ อัตราสิ้นเปลืองก็ย่อมจะสาหัส
มากกว่านี้แน่นอน เพราะเป็นรถเครื่องใหญ่ ซีซีสูง

เมื่อนำอัตราสิ้นเปลืองนี้มาเทียบกับเครื่องของBMWรุ่นอื่นๆแล้ว ทั้งที่ใหม่
และเก่ากว่า แล้วเราจะพบว่า
(อัตราสิ้นเปลืองในตารางนี้ได้จากการเฉลี่ยหลายๆครั้ง)
ค่าอัตราสิ้นเปลืองจากโรงงานของM50B20นั้น ประหยัดเว่อร์มาก แต่เมื่อเวลา
ผ่านไปใจคนก็เปลี่ยนตาม(ไม่เกี่ยว!!!) เครื่องยนต์มันก็เก่ามากแล้ว ทำไปทำมา
อัตราสิ้นเปลืองที่ใช้จริงกลับอยู่ที่7.50 โอ้ววว ไม่ไหวนะ
ส่วนเครื่องB25นั้นแจ้งอัตราสิ้นเปลืองไว้ดีกว่าB20นิดหน่อย แต่ใช้งานจริงเท่าไร
นั้นผมไม่ทราบ เคยได้ยินมาว่าถ้าสภาพดีๆเนียนๆหน่อย ก็ยังได้10กว่าๆอยู่

แล้วถ้าเรานำมาเทียบกับM54B25 ที่มีvanosทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย เครื่องยนต์นี้มี
ซีซีน้อยกว่าM52B28 แรงใกล้เคียงกัน แต่รับภาระน้ำหนักตัวที่มากพอสมควร
ทำให้อัตราสิ้นเปลืองออกมาดังตาราง (เฉลี่ยมาจากสื่อที่ทดสอบรถต่างๆ)
และเมื่อนำไปเทียบกับN52B25แล้ว โอ่ววว คนละเรื่องกันเลย เพราะเครื่องนี้เป็น
เครื่องที่ใหม่มาก อัดเทคโนโลยีเพียบ แรงบิดสูงในรอบต่ำ เครื่องมีน้ำหนักเบากว่า
จึงส่งผลให่อัตราสิ้นเปลืองออกมาดีมากเช่นนี้ (เฉลี่ยมาจากสื่อทดสอบต่างๆ)

สรุปแล้วอัตราสิ้นเปลืองของM52B28 ในบอดี้E34ของผมนั้น อยู่ในระดับที่
รับได้ อาจจะดีกว่านี้ได้ ขึ้นกับความสดใหม่ของเครื่องยนต์ เบอร์เฟืองท้าย ขนาด
ล้อและยาง ไปจนถึงท่อไอเสีย ซึ่งนอกจากจะมีผลกับอัตราสิ้นเปลืองแล้วยังส่ง
ผลต่อความแรงของรถด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมขอบอกว่า รถผมเดิมๆเกือบจะทุกอย่าง

ส่วนในเรื่องของความแรงนั้น ผมอยากบอกว่าผมคงเป็นพารามิเตอร์ที่ไม่ดีนัก
เพราะการเปลี่ยนจากเครื่องเก่าๆ2ลิตร เป็นเครื่องใหม่กว่า2.8ลิตรนั้น ย่อมให้ความ
รู้สึกที่ดีกว่ามากแน่นอน ลื่นไหลในทุกจังหวะ จะมีเพียงแต่ตอนออกตัวที่ไม่ดีนัก
อาจเป็นเพราะคันเร่งมันแข็งไปนิด ทำให้กดแล้วอาจมีการกระชากได้
นอกนั้นถือว่าดี ไม่มีปัญหาใดๆ (ก็ผมเล่นเปลี่ยนซะเกือบทั้งคันเลย)

:: เล่าด้วยภาพ ::
ภายในนั้น จากเดิมๆ ไม่มีAirbag ก็ได้ทำการเพิ่มเข้าไปทั้งสองฝั่ง เปลี่ยนคอนโซล
ชิ้นบนใหม่ พร้อมทั้งไมล์จาก240เป็น260

เครื่องM52กับM50

เกียร์อัตโนมัติ จากเดิมเป็น4speed เปลี่ยนมาเป็น5speed จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ลำดับของเกียร์ใหม่เป็น P R N D 4 3 2


Spacial Thanks

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

from M50 to M52 Part3

:: ปัญหาต่างๆที่อาจพบระหว่างการเปลี่ยนเครื่องยนต์ ::

จากที่เกริ่นไว้ในPartแรกๆ การเปลี่ยนเครื่องจาก M50tu เป็น M52
สามารถทำได้ไม่ยากนัก เพราะเป็น single-vanos เช่นเดียวกัน ระบบไฟไม่ต่าง
แค่ยกเครื่องเก่าออก ตัดต่อ เสียบสายกลับให้ถูกต้องก็เสร็จเรียบร้อย
แต่ถ้ารถใครปีเก่า เป็นเครื่อง M20 หรือ M50 Non-vanos ระบบไฟฟ้าก็
จะมีความแตกต่างมากพอสมควร ดังนั้นความยากก็จะเพิ่มขึ้นมากทีเดียวซึ่งมา
จากการที่ต้องวายริ่งสายไฟใหม่ทั้งหมด และปัญหาก็มักจะเกิดคือวายริ่งไม่จบ
งานก็เลยจบแบบไม่เสร็จ
ถ้าเราไม่เน้นว่าจะต้องเป็นM52 ช่างต่างๆเค้าก็จะแนะนำให้ยกหัวปีใหม่ๆ
มา แล้ววางจะจบง่าย ได้ของครบ ส่วนจะเป็น525 530 540 ก็ตามกำลังทรัพย์
แต่ในที่นี้ ผมเลือกM52!!!!!!!!

ในPartนี้ผมจึงจะพยายามเขียนปัญหาที่พบ+สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม เท่าทีพอ
จะจำได้ เพื่อหวังว่าจะเป็นแนวทางได้บ้าง (ในกรณีนี้รถผมเป็น M50B20 ปี91)

1 สิ่งแรกที่ต้องทำ คือการแปลงแคร้ง เช่นถ้านำเครื่องยนต์มาจากซีรี่ย์3 แคร้ง
จะไม่เหมือนกับE34 จะต้องทำการแปลงแคร้งเสียก่อน

2 ระบบหล่อเย็นต่างๆ ใช้ชุดเดิมได้ทั้งหมด เอาอยู่ ถ้ายังอยู่ในสภาพดีพอ เพราะ
เครื่องM52เป็นอลูมิเนียม จะอ่อนไหวกว่า M50 ดังนั้นอาจใช้Coolantช่วย
เติมลงไปในหม้อน้ำจะดีมากขึ้น (เมื่อตอนใช้M50 ผมใช้น้ำเปล่า)

3 ระบบเบรก ถ้ารถของท่านเป็น525i อยู่แล้ว การใช้เบรกเดิมย่อมไม่มีปัญหาใดๆ
แต่ถ้าเป็น520 ควรจะต้องอัพเกรดระบบห้ามล้อ เช่นการเพิ่มเป็นจานรูระบาย
หรือเปลี่ยนเป็นเบรคของ525 ไม่งั้นก็ใช้เบรคแต่งไปเลยก็ได้ ตามงบประมาณที่มี

4 ถ้าเป็น520i ระบบท่อไอเสีย จะไม่มีแคท ดังนั้นถ้าจะวายริ่งสายไฟให้ครบๆ
จะต้องต่อแคทเข้าไปด้วย (จริงๆแล้วคิดว่าก็ไม่ค่อยจำเป็นนะ บางคนถอดทิ้งก็มี)

5 ถ้าเป็น520i เบอร์เฟืองท้ายจะเป็นเบอร์ใหญ่(ใช่มั้ง) หากเราไม่เปลี่ยน ต้นจะมา
ไวมาก แต่ปลายก็หมดไวมากเช่นกัน(ผมเข้าใจถูกมั้ยหว่า)
เอาเป็นว่ามันต้องเปลี่ยนเฟืองท้ายให้มันเหมาะสมละกัน แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน^^

6 เรือนไมล์ ถ้าเป็น240 ก็ควรจะเปลี่ยนให้เป็น260ซะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว และเมื่อ
เสร็จแล้วฟังก์ชั่นต่างๆก็ควรจะใช้ได้ทั้งหมด ครบๆ
แก้ไข คือไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเปลี่ยนครับ ฟังก์ชันจะได้ครบ ไม่ใช่แค่พอวิ่งได้

7 กล่องฟิวส์ และแผงใต้เบาะ ถ้าระบบมันเก่า มันจะไม่สามารถใช้ร่วมกันได้เลย
จึงต้องทำการเปลี่ยนซะ จากภาพเป็นตัวอย่างของรถผม
จะเห็นได้ชัดเจนว่า ของเดิมมันค่อนข้างจะเละเทะมากทีเดียว อีกทั้งยังมีปัญหาของ
ระบบพัดลมหน้าเครื่อง จากภาพBeforeจะเห็นว่าผมได้เอารีเลย์พัดลมแยกออกมา
แล้วมันก็ยังไม่เวิร์คไหม้ตลอดๆ

8 ระบบไฟ ต้องได้มาครบๆ+กับประสบการณ์ของช่าง ไม่งั้นวิ่งได้แต่ไม่จบ
เพิ่มเติม(16/4/56) หลังจากที่ใช้งานพบว่าที่อู่เค้าได้วายริ่งระบบไฟมาให้ครบมากๆ
ระบบแจ้งเตือนทุกอย่างครบ อาทิ Door Open เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ได้คาดหวัง
เพราะก่อนเปลี่ยนเครื่อง รถปีเก่าๆอย่างผมมันจะไม่มีระบบอะไรพวกนี้
ก็ต้องขอบคุณทางอู่BMราชบุรี ที่จัดเต็มให้ขนาดนี้

9 ข้อนี้เป็นปัญหาหลังจากวางเครื่องแล้ว คือ หน้ารถลอยขึ้นมาเฉยเลย ?
ก็เคยได้ยินมาว่าเครื่องมันเบากว่า แต่ก็ไม่คิดว่าเครื่องมันจะเบากว่ากันขนาดนี้
อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่มันก็เป็นไปแล้ว
เพิ่มเติม เครื่องยนต์M50 non-vanosนั้นจะมีน้ำหนักที่ 190กว่าๆ แต่เครื่อง
M52 single-vanos จะหนักประมาณ170กก. เบากว่ากันตั้ง20กก. เยอะนะจ๊ะ)
(ทางอู่ได้ลองเปลี่ยนโช๊คกับสปริงไปหลายชุดแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม)
วิธีแก้ทำไง? ก็คงต้องไปหาโช๊ค+สปริงแต่งเตี้ยน้อยมาใส่ แต่อย่าไปตัดสปริงนะ
มันไม่เวิร์คหรอก จริงๆ หรือ อีกวิธีนึง คือในเมื่อหน้ารถมันลอย ตูดจม ก็เสริมตูด
ซะ ให้มันดูเท่าๆกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมเลือก ถึงมันจะทำให้รถสูงขึ้นไปกว่าปกติ
นิดหน่อยแต่ก็รถก็ดูสมมาตรขึ้นกว่าเดิม

หลายคนอาจจะบอกว่ามันไม่จบหรอก วางM52ในE34น่ะ ผมยืนยันนั่งยันว่าจบครับ
ขึ้นกับของที่ได้มา และประสบการณ์ความสามารถของช่าง

:: เล่าด้วยภาพ ::
ระยะห่าง ของเครื่องกับแผงหม้อน้ำ (หม้อน้ำใช้ของเดิมได้ แต่ผมเปลี่ยน)

กรองอากาศ และอุปกรณ์ต่างๆอยู่ในตำแหน่งเดียวกับm50 ใช้ของเดิมได้
(ที่มันโล่งๆเพราะท่อไดชาร์จมันDisappearไปนะครับ555+)
งานวายริ่งสายไฟ ต้องรื้อวายใหม่เกือบหมด(กรณีที่รถปีเก่ามาก)

กล่องเก็บสายไฟ อันนี้เปลี่ยนใหม่ ของเดิมจะเข้ารูปกับตัวถัง แต่เหมือนจะ
ยัดสายไฟได้ไม่ครบ เลยต้องหาของคันอื่นมาใส่ ก็เรียบร้อยใช้ได้
(คิดว่าเป็นของE36 ยกมาพร้อมกับชุดสายไฟ)

partต่อไปจะเป็นPartสั้นๆ รายงานสรุปผลการใช้งาน M52B28 และ
แนวทางการปรับแต่ง M52


ถ้ามีข้อสงสัย หรือผมผิดพลาดประการใด หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ติดต่อได้ที่ puppy_e34@hotmail.com